วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ปัจจัยและวิธีการปลูกปาล์มน้ำมัน

แหล่งปลูก
1.สภาพพื้นที่

ความสูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 300 ม.
ความลาดเอียง 1-12 % ไม่มากกว่า 28 %
พื้นที่ไม่มีน้ำท่วมขัง มีการระบายน้ำดี ถึงปานกลาง
2.ลักษณะดิน
ดินร่วน หรือดินปนดินเหนียว หรือดินเหนียว มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลางถึงสูง
ชั้นดินมีความลึกของชั้นหน้าดิน มากกว่า 75 ซม. ไม่มีชั้นดินดาน
ความเป็นกรมด่างของดิน 4-6
ระดับน้ำใต้ดินลึก 75-100 ซม.
3.สภาพภูมิอากาศ
อุณหภูมิเฉลี่ยที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 20-30 องศาเซลเซียส
ปริมาณน้ำฝนไม่น้อยกว่า 1,800 มม.ต่อปี มีการกระจายของน้ำฝนสม่ำเสมอ มีช่วงแล้งต่อเนื่อง น้อยกว่า 3 เดือนต่อปี
4.แหล่งน้ำ
มีแหล่งน้ำใกล้เคียงเพื่อใช้ในช่วงแล้ง

5.การเลือกพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมัน
กรมวิชาการเกษตรได้ดำเนินการวิเคราะห์พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในภาคใต้ พบว่ามีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันที่เหมาะสมและสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้กระจายตัวอยู่ใน
14 จังหวัดภาคใต้มีพื้นที่ทั้งหมด 13.7 ล้านไร่ เกษตรกรผู้สนใจสามารถหาดูได้จากแผนที่พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันที่เหมาะสม จากหน่วยงานต่าง ๆ คือ เกษตรจังหวัด เกษตรอำเภอ สหกรณ์จังหวัดและกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง
การปลูก
การเตรียมพื้นที่ 
ควรดำเนินการในฤดูแล้งในระหว่างเดือน มกราคม- เมษายน ดังต่อไปนี้
ควรปรับเกลี่ยพื้นที่ กำจัดวัชพืชและตอไม้
ถนนในแปลง เพื่อใช้ขนส่งวัสดุการเกษตรและผลผลิตในแปลง การวางแผนทำถนนขึ้นอยู่กับขนาดของสวนปาล์มน้ำมัน โดยทั่วไปรูปแบบของถนนมี 3 แบบ คือ
1. ถนนใหญ่ กว้างประมาณ 5-8 เมตร ห่างกัน 120 ต้นปาล์ม เพื่อใช้เป็นเส้นทางขนส่งวัสดุการเกษตร และผลผลิตไปโรงสกัดน้ำมันปาล์ม ( สำหรับถนนเข้าแปลง หรือ ถนนซอยแยกออกจากถนนใหญ่ มีความกว้างประมาณ 4-5 เมตร ห่างกันประมาณ 40 ต้นปาล์มเพื่อใช้สำหรับขนส่งวัสดุการเกษตรเข้าสวนปาล์มและขนส่งผลผลิต
2. ถนนซอย แยกจากถนนเข้าแปลง ขนาดกว้างประมาณ 3-4 เมตร ห่างกันประมาณ 20 ต้นปาล์ม ซึ่งสามารถทำถนนซอยขนานไปกับแถวของต้นปาล์มน้ำมันได้ ใช้ขนส่งวัสดุการเกษตรและผลผลิต
3. ทำช่องระบายน้ำ ขนาด 100 x 30 x 110 ซม. ( ด้านบนxด้านล่างxลึก ) ควบคู่ไปกับทำถนนในแปลงปลูกปาล์มน้ำมัน
การวางแนวปลูก
หลังจากเตรียมพื้นที่สร้างถนนและทางระบายน้ำ จึงวางแนวปลูกให้สอดคล้องกับความลาดเทของพื้นที่และการระบายน้ำ ที่สำคัญคือการปลูกต้นปาล์มให้ทุกต้นได้รับแสงแดดมากที่สุดและสม่ำเสมอเพื่อการสังเคราะห์แสง โดยกำหนดให้แถวปลูกหลักอยู่ในทิศเหนือ-ใต้ ระบบการปลูกปาล์มน้ำมันที่นิยม คือ ปลูกแบบสามเหลี่ยมด้านเท่า ระยะปลูกที่เหมาะสมมีผลกระทบต่อผลผลิตการปลูกถี่หรือห่างเกินไป มีผลกระทบต่อผลผลิตลดลง ระยะปลูกที่เหมาะสมสำหรับพันธุ์ลูกผสมที่ได้จากพ่อพันธุ์กลุ่มต่างๆ 
วิธีการวางผังปลูกปาล์มน้ำมัน ( ระยะ 9.00 เมตร )
ให้ปักหลักแถวแรกตามแนวทิศเหนือ ใต้ ให้ห่างกัน 9.00 เมตร ( โดยเริ่มต้นจากมุมใดมุมหนึ่งของแปลงปลูก )
จากหลักแรกของแถวที่ 1 ปักหลักตามแนวตั้งฉากกับแถวที่ 1 ในทิศตะวันออก - ตะวันตก และให้หลักห่างกัน 7.79 เมตร ( ซึ่งหลักในแนวดังกล่าวจะเป็นแนวของแถวที่ 2,3,4..)
เริ่มปักหลักแรกของแถวที่ 2 ที่ระยะห่างกับแถวแรก 7.79 เมตร และทำมุม 30 องศาที่หลักแรกของแถวที่ 1 หรือห่างจากแนวตั้งฉากกับแถวแรก 4.5 เมตร และปักหลักที่ 2,3,4...ของแถวที่ 2 ให้ห่างกัน 9.00 เมตร และให้ขนานกับแถวที่ 1
ปักหลักแรกของแถวที่ 3 ที่ระยะห่างกับแถวที่ 2 คือ 7.79 เมตร และให้อยู่ในแนวทำมุมฉากที่หลักแรกของแถวที่ 1
ปักหลักในแถวที่ 4,6,8,10...ให้ทำเช่นเดียวกับแถวที่ 2 แถวที่ 5,7,9,11...ให้ทำเช่นเดียวกับแถวที่ 3

ความรู้เรื่องปาล์มน้ำมัน

                      ปาล์มน้ำมันเป็นพืชน้ำมันที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูงกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่นทั้งทางด้านการผลิตและการตลาดเนื่องจากมีต้นทุนการผลิตและราคาต่ำกว่าน้ำมันพืชชนิดอื่นอีกทั้งน้ำมันปาล์มยังเป็นน้ำมันพืชที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างหลากหลายทั้งในสินค้าอุปโภคและบริโภคดังนั้นส่วนแบ่งการผลิตน้ำมันปาล์มต่อน้ำมันพืชโลกจึงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว จาก 9.97 % ในปี 2503 เป็น 20.9 % ในปี 2533และปัจจุบันน้ำมันปาล์มจะมีส่วนแบ่งการผลิตน้ำมันพืชโลกเป็น 33.28 % ในปี 2549 (ซึ่งเป็นอันดับที่ 1 ของโลก) โดยมีประเทศมาเลเซีย และอินโดนีเซีย เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ ซึ่งทั้ง 2 ประเทศผลิตน้ำมันปาล์มรวมกันเท่ากับ 86.4 % ของผลผลิตโลก
                         ประเทศไทยยังไม่สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ปาล์มน้ำมันพันธุ์ดีได้เพียงพอกับความต้องการ จึงต้องนำเข้าจากต่างประเทศในราคาแพง ทำให้เกษตรกรต้องพึ่งตนเองด้วยการจัดหาพันธุ์ปาล์มจากเพื่อนบ้าน หรือจากแหล่งเพาะชำกล้าที่ไม่ถูกต้องตามหลักวิชาการ เนื่องจากขาดความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องถึงผลของการใช้พันธุ์ปาล์มที่ไม่ถูกต้องในการเพาะปลูก ส่งผลให้ผลผลิตต่อไร่และคุณภาพน้ำมันต่ำ และมีผลในระยะยาว โดยผลผลิตลดลงประมาณ 50 % ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีพื้นที่ที่มีสภาพปัญหาดังกล่าวประมาณ 400,000 – 500,000 ไร่ ที่จำเป็นต้องเร่งรัดปลูกทดแทน และประมาณการว่าหากมีการใช้พันธุ์ดีในการเพาะปลูกแล้วจะสามารถทำให้ผลผลิตปาล์มน้ำมันเพิ่มขึ้นได้เฉลี่ยไร่ละ 30 % (เมื่อเทียบกับผลผลิตต่อไร่ในปัจจุบัน) นอกจากนี้ยังสามารถทำให้น้ำมันจากผลปาล์มเพิ่มขึ้นจาก 14 - 17 % เป็น มากกว่า 18 %     ในอดีตที่ผ่านมามีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์ทั้งหมดจากต่างประเทศ ในระหว่างปี 2534 - 2548 (15 ปี) มีการนำเข้ามาทั้งหมด 37.99 ล้านเมล็ด ราคาเฉลี่ยเมล็ดละ 15.00 บาท คิดเป็นมูลค่าประมาณ 570 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นพื้นที่ปลูกทั้งสิ้น ประมาณ 1.27 ล้านไร่
                        ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี กรมวิชาการเกษตร เป็นหน่วยงานภาครัฐแห่งเดียวที่มีการศึกษาวิจัยในเรื่องการปรับปรุงพันธุ์ปาล์มน้ำมันอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี 2530 จนถึงปัจจุบันได้พันธุ์ปาล์มน้ำมันลูกผสมที่มีศักยภาพดีเด่นได้ตามเกณฑ์มาตรฐานสากล ซึ่งได้รับการรับรองเป็นพันธุ์แนะนำ ของกรมวิชาการเกษตร ตั้งชื่อว่า พันธุ์ปาล์มน้ำมันลูกผสมสุราษฎร์ธานี 1 - 6 และสามารถผลิตเมล็ดพันธุ์ปาล์มน้ำมัน ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ทั้งนี้เพื่อเร่งรัดการผลิตเมล็ดพันธุ์ให้สามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ของไทย ให้สอดคล้องต่อความต้องการของเกษตรกร และลดการนำเข้าจากต่างประเทศด้วย นอกจากนี้เพื่อให้เกษตรกรรายย่อยได้มีโอกาสซื้อต้นกล้า (seedling) ที่ได้มาตรฐาน จากแหล่งที่เชื่อถือได้ และมีราคาถูกไปปลูกเพื่อลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิต






















ต้องการดูตัวอย่างสวนปาล์มน้ำมัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ได้ทางวีดีโอนี้นะครับ 

หรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องปาล์มน้ำมันได้ทางเว็บไซต์นี้นะครับ